แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
เราอยากให้ท่านได้ใส่เสื้อยืดที่ท่านมีส่วนร่วมในการออกแบบ
เสื้อยืดที่บ่งบอกเรื่องราวของตัวคุณเอง
เราคัดสรรเฉพาะสิ่งที่ดีที่สุด
- คุณภาพของเสื้อ เราใช้ผ้าคอตตอน100% c.30 เกรดพรีเมี่ยม
- คุณภาพของสี เราใช้เครื่องพิมพ์สีระดับเดียวกับสินค้าแบรนด์ดัง หมึกที่ใช้สดใส สวยงาม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังปลอดภัยแม้แต่ทารก
- ลวดลาย เรามีลวดลายที่สวยงาม แปลกใหม่ พร้อมเสิร์ฟตามความต้องการ


::::::: สนใจติดต่อได้ที่ :::::::::
Tel : 084-106-3893
เฟสบุ๊ค : Tshirtservice
ไลน์ : T-shirtservice
Website : http://www.t-shirtservice.com/


จำหน่ายเสื้อยืดอินเทรนด์ ตามกระแส เกาะกระแส


รับทำเสื้อยืดตามลายที่ลูกค้าต้องการ อย่างมืออาชีพ



2


ท่านที่พยายามมีลูก โดยมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยอาทิตย์ละ 2-3 วัน ไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดๆ แต่ก็ยังไม่สมหวังเสียที เข้าข่ายเป็นผู้มีลูกยาก วิธีที่จะแก้ปมปัญหานี้ได้คือพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์สาเหตุอย่างแน่ชัด เพื่อจะแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด สำหรับฝ่ายชาย ปัญหามีบุตรยากอาจเกิดจากอสุจิ (Sperm) ได้แก่ อาจมีจำนวนน้อย ไม่สมบูรณ์ มีการเคลื่อนที่ผิดปกติ ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถเข้าผสมกับไข่ของเพศหญิงได้ตามปกติ ซึ่งจะสามารถทราบได้ด้วยการเก็บตัวอย่างแล้วทำการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ หรือที่เรียกว่า Semen analysis

Semen analysis ใช้วิธีใดบ้าง?
เมื่อเก็บตัวอย่างน้ำอสุจิไปแล้ว สิ่งที่คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบจำนวน รูปร่าง และการเคลื่อนที่ของอสุจิ โดยใช้ 2 วิธีใหญ่ๆ ดังนี้
1. ตรวจด้วยตาเปล่า (Macroscopic examination) เป็นการตรวจดูลักษณะของน้ำอสุจิดังนี้
- การละลายตัวของน้ำเชื้อ (Liquefaction) ปกติแล้วน้ำอสุจิลักษณะจะเป็นสารกึ่งเหลวกึ่งแข็ง (Semisolid) แต่เมื่อวางทิ้งไว้จะละลายกลายเป็นของเหลว การละลายของน้ำเชื้อจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ส่วนมากจะละลายภายใน 15 นาที
- ความหนืด (Viscosity) แสดงถึงปริมาณมูก (mucous) ซึ่งปกติหลังจากทิ้งไว้ให้น้ำอสุจิละลาย แล้วนำไปทดสอบความหนืดโดยการดูดด้วยปิเปตต์ (Pipette) และปล่อยหยดลงตามแรงโน้มถ่วงโลก น้ำอสุจิจะยืดยาวไม่เกิน 2 เซ็นติเมตร
- ปริมาณ (Volume) ปริมาณของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาควรมากกว่าหรือเท่ากับ 2-6 มล. ปริมาณของน้ำอสุจิที่น้อยกว่าปกติอาจเกิดเพราะการอุดตันของท่อนำอสุจิ หรือมีภาวะหลั่งอสุจิกลับสู่กระเพาะปัสสาวะ หากมากเกินไป จะสัมพันธ์กับภาวะเส้นเลือดขอดบริเวณอัณฑะ หรือภายหลังจากงดร่วมเพศเป็นเวลานาน
- ความเป็นกรด-ด่าง (pH) น้ำอสุจิมีความเป็นด่างอ่อนๆ ค่า pH ปกติมักจะมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 7.2 หากน้อยกว่านี้ อาจมีการหลั่งของเหลวจากต่อมลูกหมากมากกว่าปกติ แต่ถ้าหากมากเกินไป อย่างเช่น มี pH มากกว่า 8.5 อาจมีการติดเชื้อ

2. ตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ (Microscopic examination) ทำเพื่อตรวจหาปริมาณและคุณภาพของอสุจิอย่างละเอียด ซึ่งสิ่งที่จะตรวจมีดังนี้
- ปริมาณอสุจิ (Sperm concentration) ค่าปกติมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 15 ล้านเซลล์/มิลลิลิตร
- การเคลื่อนที่ของอสุจิ (Motility) เป็นการดูอสุจิที่สามารถเคลื่อนที่ได้โดยค่าปกติมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 40%
- รูปร่างของอสุจิ (Morphology) เป็นการดูรูปร่างลักษณะของอสุจิ โดยการย้อมสีแล้วดูลักษณะภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูลักษณะของหัว คอ และหางของอสุจิว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) อสุจิที่รูปร่างสมบูรณ์ควรมีอย่างน้อย 4% ขึ้นไป จึงถือว่าปกติแข็งแรงดี

ทุกท่านสามารถติดตามอ่านเนื้อหาของเรื่อง semen analysis ต่อ หรืออ่านข้อเขียนสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/semen-analysis-test

3


ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) เป็นมะเร็งชนิดที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของหญิงไทย รองจากมะเร็งเต้านม (พ.ศ. 2558) ด้วยเหตุนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้คุณ ๆทราบว่าเป็นโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อทำการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที และไม่เปลืองค่าใช้จ่ายมากเท่ารักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม

วิธีตรวจคัดกรองที่รู้จักกันดี ได้แก่ การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear test) ซึ่งเป็นการตรวจดูเซลล์ผิดปกติที่อาจเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจแปปสเมียร์นั้นสามารถให้ผลลบลวงได้ เพราะว่าบางครั้งตัวอย่างสิ่งส่งตรวจอาจซ้อนทับกัน มีเลือด หรือมูกปนเปื้อน ทำให้เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้วไม่เห็นถึงความผิดปกติ

ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยของเหลว (Liquid-based cytology: LBC) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ตินแพร็พ แป๊บ เทสต์ (ThinPrep Pap Test หรือ Cy-Prep) เรียกตามยี่ห้อน้ำยาที่ใช้ตรวจ วิธีนี้สามารถเก็บตัวอย่างเซลล์ได้มากขึ้น ชัดขึ้น ทำให้สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งระยะแรกเริ่มได้ดีกว่าการตรวจแปปสเมียร์แบบดั้งเดิมถึง 65%

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) การตรวจ ThinPrep Pap Test ก็ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาว่า เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบมาตรฐานอีกวิธีหนึ่ง นอกเหนือจากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแปปสเมียร์ดั้งเดิม

ขั้นตอนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบ ThinPrep Pap Test
การตรวจ ThinPrep Pap Test  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. แพทย์ใช้แปรงขนาดเล็กเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกของผู้รับการตรวจ
2. ถอดหัวแปรงใส่ลงในน้ำยารักษาสภาพเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้ตัวอย่างเซลล์ครบถ้วน
3. นำเข้าเครื่องเตรียมเซลล์บนสไลด์อัตโนมัติ กระบวนการนี้จะมีการกำจัดสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ได้แก่ มูก เลือด และทำให้เซลล์กระจายพอเหมาะ เรียงตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ซ้อนทับหนาแน่นเกินไป
4. คุณหมอทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเซลล์
5. แปลผลการตรวจ

ตรวจนานหรือไม่ นานเท่าใดถึงทราบผลการตรวจ?
ใช้เวลาในตรวจประมาณ 15-20 นาที และรู้ผลภายใน 3 อาทิตย์หลังวันเก็บตัวอย่างเซลล์

จุดเด่นของการตรวจ ThinPrep Pap Test เทียบกับการตรวจแปปสเมียร์ดั้งเดิม
ความจริงแล้วทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบแปปสเมียร์และแบบ LBC หรือที่รู้จักกันในชื่อ ThinPrep Pap Test นั้นเป็นการตรวจที่เป็นมาตรฐาน แต่การตรวจแบบหลังเป็นวิธีที่ใหม่กว่า และมีข้อที่เหนือกว่าการตรวจคัดกรองแบบแปปสเมียร์ดังนี้

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาของเรื่องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อ หรืออ่านข้อเขียนสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/thin-prep-cervical-cancer-screening

4
อื่นๆ / การทำเล็บเจล
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2020, 03:09:14 PM »


หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ การทำเล็บเจล ได้รับความนิยมมากกว่าการทำเล็บจำพวกอื่นๆ คือ สามารถติดอยู่ได้นาน ส่วนประสิทธิภาพของเจลนั้นจะขึ้นกับความสามารถในการยึดติดกับสิ่งที่ใช้ ระยะเวลาที่ติดและความยากง่ายเวลาล้างออก ร้านทำเล็บส่วนมากมักจะรับรองว่า เล็บเจลสามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 1 อาทิตย์ และถ้าหากทาอย่างเหมาะสมเล็บเจลอาจมีอายุได้นานถึง 3 อาทิตย์ ซึ่งต่างจากการทาเล็บทั่วไปที่อยู่ได้เพียง 2-3 วัน ก็หลุดร่อน เหตุดังนี้การทำเล็บเจลจึงเหมาะสำหรับงานแต่งงาน โอกาสพิเศษ หรือการพักผ่อน

คำถามก็คือการทำเล็บเจลส่งผลต่อสุขภาพหรือไม่?
ข้อควรรู้ก่อนทำเล็บ
1. ระมัดระวังรังสีอัลตราไวโอเลต
การทาเจลนั้นไม่ได้แตกต่างจากการทาสีเล็บทั่วไป ยกเว้นในขั้นตอนที่ทำใต้รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสีเหนือม่วง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แม้ท่านจะสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็อย่ามองข้ามอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ รังสีเหล่านี้นั้นมีพลังงานมากและปล่อยรังสี UVA ที่มีพลังงานมากกว่าที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ รวมทั้งแนะนำให้ซื้ออุปกรณ์กันรังสี UVA และสวมใส่ก่อนที่จะทำเล็บเพื่อป้องกันรังสี

การใช้ไฟ LED นั้นก็ไม่ได้ปลอดภัยกว่าหลอดไฟ UV เช่นกัน ในความจริงแล้ว หลอดไฟ LED มีการปล่อยรังสี UVA ที่มีพลังงานมากกว่าด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนั้นแม้ว่าการใช้ไฟ LED จะประหยัดเวลาในการทำเล็บมากขึ้น แต่ก็อย่าลืมทาครีมกันแดดที่มือเด็ดขาด

2. รู้ว่าเล็บของท่านจะถูกทำลายอย่างไร
ไม่ใช่เพียงแค่รังสีอัลตราไวโอเลตเท่านั้นที่จะทำให้เล็บถูกทำลาย ถึงแม้ว่าช่างที่เชี่ยวชาญจะรู้ว่า ต้องใช้หลอดไฟขนาดไหนจึงจะเหมาะสมกับเจลที่ใช้ รวมถึงต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่ก็อาจมีบางเวลาที่ช่างทำสลับขั้นตอนได้ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดแต่งเล็บที่มากเกินไปและส่งผลให้ล้างออกได้ยาก

การทำเล็บเจลที่ดีนั้นควรจะล้างออกทันทีเมื่อใช้อะซีโตนล้าง แต่ถ้าหากทำไม่ดีเจลนั้นจะล้างไม่ออกและจะต้องรอตัดออกเท่านั้นซึ่งอาจทำเอาเกิดอันตรายต่อเล็บได้

3. การทำเล็บนั้นอาจทำให้เล็บอ่อนแอ
มีงานวิจัยหนึ่งที่ทำการวัดความหนาของแผ่นเล็บก่อนและหลังจากทำเล็บพบว่า หลังจากการทำเล็บ เล็บนั้นจะมีความหนาลดลง สิ่งที่สำคัญที่ต้องทราบเวลาทำเล็บเจลก็คือ การล้างเล็บเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการทำลายเล็บมากที่สุด

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาของเรื่องทำเล็บเจลต่อ หรืออ่านข้อเขียนเกี่ยวกับสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/gel-manicures

5
อื่นๆ / รู้ก่อนตรวจมะเร็งปากมดลูก
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2020, 03:04:59 PM »


ในปัจจุบัน ผู้หญิงทั่วโลกโดยเฉพาะช่วงอายุตั้งแต่ 30-65 ปี ต้องเผชิญกับ “โรคมะเร็งปากมดลูก” ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าปีละ 466,000 คน และเสียชีวิตกว่าปีละ 231,000 คน ในไทยพบว่ามีผู้ป่วยจากโรคมะเร็งปากมดลูกสูงเป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งเต้านม โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 4,500 รายต่อปี ทั้งยังพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 8,000 คนต่อปี อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยผู้หญิงหลายท่านอาจจะมีความกลัวและไม่กล้าที่จะเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งอาจทำให้ละเลยอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ อันเป็นสัญญาณที่ก่อให้เกิดโรคร้ายในอนาคต ก็เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งปากมดลูก นอกจากจะสามารถป้องกันได้แล้ว ยังสามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ก่อนเป็นมะเร็งระยะลุกลาม

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คืออะไร?
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกก่อนที่จะมีอาการ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการตรวจหาร่องรอยก่อนเป็นมะเร็ง การตรวจคัดกรองนี้จะทำให้ผู้หญิงสามารถป้องกันและรักษาอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ความผิดปกติดังกล่าวพัฒนาไปมากมายจนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก รวมไปถึงหากพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก ก็จะสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที

ใครบ้างที่ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก?
โรคมะเร็งปากมดลูก มีการศึกษาและผลยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจนแล้วว่า สาเหตุสำคัญของโรคนี้เกิดจากเชื้อฮิวแมนแป๊ปปิโลม่าไวรัส (Human Papilloma Virus) หรือที่คุ้นหูกันว่า เชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถติดได้ทางเพศสัมพันธ์และการสัมผัส เพราะฉะนั้น ผู้หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรเข้ารับการตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อหามะเร็งในระยะเริ่มต้น และตรวจภายใน เพื่อค้นหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Precancerous Lesion) อย่างน้อยที่่สุดทุกๆ 3 ปี

ผู้หญิงที่มีปัจจัยหรือพฤติกรรมดังนี้ ควรเข้ารับการตรวจ เพราะจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง
- ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังอายุยังน้อย หรือหลังจากมีประจำเดือนได้ไม่นาน จากสถิติ พบว่า คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสติดเชื้อ HPV 80-90% (อาจเป็นเชื้อที่ก่อมะเร็งหรือไม่ก่อมะเร็งก็ได้)
- ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง ซึ่งมีผลต่อการต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอชพีวี
- ผู้หญิงที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus - HIV) เพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบที่มีความสำคัญในการช่วยต้านเซลล์มะเร็งเพื่อไม่ให้เติบโตหรือแพร่กระจาย
- ผู้หญิงที่มีประวัติเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ดังเช่น หนองใน ซิฟิลิส หรือเริม ทั้งนี้เพราะโรคดังกล่าวนี้มีผลต่อภูมิคุ้มกัน
- ผู้หญิงที่มีประวัติการตั้งครรภ์มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป นับว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก
- ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนหลายคน

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาของเรื่องตรวจมะเร็งปากมดลูกต่อ หรืออ่านเนื้อหาสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/cervical-cancer-complete-guide

6
อื่นๆ / ยารักษาหนองใน
« เมื่อ: มีนาคม 17, 2020, 02:04:44 PM »


ยารักษาหนองใน มีหลายชนิดตามประเภทของโรคหนองใน โรคหนองในแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ โรคหนองในแท้ หรือ โกโนเรีย (Gonorrhoea) กับโรคหนองในเทียม (Non Gonococcal Urethritis: NSU) หนองในเทียมเป็นการอักเสบของท่อปัสสาวะที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนองในแท้ หลายคนมีความสับสนระหว่างสองโรคนี้

ยารักษาหนองใน ชนิดหนองในแท้
ยารักษาหนองใน มีหลายตัว และมีการใช้แตกต่างกันตามตัวเชื้อ บริเวณที่ติดเชื้อ อายุของผู้ป่วยและน้ำหนักตัวของผู้ติดเชื้อ ดังนี้
1. การติดเชื้อ Gonorrhoeae ที่ปากมดลูก ทางเดินปัสสาวะ ทวารหนัก และคอหอย ชนิดไม่ซับซ้อน
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ร่วมกับการทานอะซิโทรไมซิน (Azithromycin) 1 g. ครั้งเดียว หรือ รับประทานเซฟิไซม์ (Cefixime) 400 มิลลิกรัม ร่วมกับ Azithromycin 1 กรัม ครั้งเดียว

2. การติดเชื้อ Gonorrhoeae ที่ปากมดลูก ทางเดินปัสสาวะ และทวารหนักชนิดซับซ้อน
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำได้แก่ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 1 กรัม ฉีดเข้ากระแสเลือดร่วมกับทานอะซิโทรไมซิน (Azithromycin) 1 กรัม ครั้งเดียว

3. การติดเชื้อ Gonorrhoeae ที่มีเยื่อบุตาอักเสบ (Gonorrhoeae Conjunctivitis)
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 1 กรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อร่วมกับรับประทานอะซิโทรไมซิน (Azithromycin) 1 g. ครั้งเดียว

4. การติดเชื้อ Gonococcal ที่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Gonococcal Meningitis)
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 1-2 กรัม ฉีดเข้ากระแสเลือด ทุก 12-24 ชั่วโมง ร่วมกับการกินอะซิโทรไมซิน (Azithromycin) 1 g. ครั้งเดียว

5. การติดเชื้อ Gonococcal ในเด็กทารกแรกเกิด
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำได้แก่ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 25-50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ฉีดเข้ากระแสเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว โดยขนาดยาห้ามเกิน 125 มิลลิกรัม

6. การติดเชื้อ Gonorrhoeae ชนิดแพร่กระจายในเด็กทารกแรกเกิด (ทารกจะมีการติดเชื้อในกระแสเลือด ข้อ และเยื่อหุ้มสมอง) และการติดเชื้อที่หนังศีรษะ (Gonococcal Scalp Abscesses)
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำได้แก่ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 25-50 มก./กิโลกรัม/วัน ฉีดเข้ากระแสเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน หากมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วยให้รักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 7-14 วัน หรือเซฟโฟทาซีม (Cefotaxime) 25 มิลลิกรัม/Kg. ฉีดเข้ากระแสเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน หากมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วยให้รักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 7-14 วัน

7. การติดเชื้อ Gonorrhoeae ชนิดไม่ซับซ้อน ในเด็กหรือทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 45 กิโลกรัม
ยารักษาหนองใน ที่แนะนำคือ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) 25-50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ฉีดเข้ากระแสเลือดหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว โดยขนาดยาห้ามเกิน 125 มิลลิกรัม

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาของเรื่องยารักษาหนองในต่อ หรืออ่านข้อเขียนสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/medicine-for-gonorrhoea-and-non-gonococcal-urethritis

7
อื่นๆ / การตรวจภายใน Pelvic Exams
« เมื่อ: มีนาคม 17, 2020, 02:00:15 PM »


แค่กล่าวถึงการตรวจภายในขึ้นมา ไม่ว่าผู้หญิงโสด หรือแต่งงานแล้ว ส่วนใหญ่จะรู้สึกหวั่นกลัวและอายที่หมอ หรือนางพยาบาลจะได้เห็นอวัยวะสำคัญที่สงวนไว้ ผู้หญิงหลาย ๆ คนจึงพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตรวจภายใน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การตรวจภายในเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก หรือเป็นข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้หญิงทุกคนตามวัยที่กำหนด หรือหากมีความเสี่ยง ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ก็สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้ารับการตรวจภายใน

การตรวจภายในคืออะไร
การตรวจภายในคือ การที่คุณหมอ หรือพยาบาลตรวจเช็คอวัยวะระบบสืบพันธุ์ทั้งอวัยวะภายในและภายนอก จุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่ารังไข่ ช่องคลอด และอวัยวะเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์เป็นปกติดี โดยปกติแล้วเด็กผู้หญิงไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจภายใน แต่บางคนอาจต้องได้รับการตรวจ หากหมอพบว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น ได้แก่ เมื่อประจำเดือนมามากผิดปกติ รอบเดือนขาด หรือมีตกขาวผิดปกติซึ่งหมอจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ เพื่อทำการรักษาต่อไป โดยปกติแล้วแพทย์จะไม่แนะนำให้เด็กวัยรุ่นตรวจภายใน หรือตรวจแปปสเมียร์ (PAP smear) จนกว่าจะมีอายุ 21 ปี

ขั้นตอนการตรวจ
- ผู้ช่วยแพทย์ หรือพยาบาลจะให้คุณสวมเสื้อคลุมและมีผ้าปิดคลุมตัวคุณไว้ โดยคุณจะเปลือยเฉพาะท่อนล่างเท่านั้น
- จากนั้นคุณหมอจะเข้ามาในห้องตรวจและพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับสิ่งที่จะตรวจและบอกเหตุผลที่ต้องมีการตรวจภายใน
- คุณจะต้องนอนบนเตียงที่มีขาหยั่งโดยท่านจะต้องวางขาสองข้างบริเวณนั้น
- ทำจิตใจให้สบายและผ่อนคลาย ไม่เกร็งเข่าหรือขา
- หมอจะสวมถุงมือและตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกด้วยตาเปล่าเพื่อให้แน่ใจว่าบริเวณนั้นไม่มีลักษณะบวม หรือมีแผล และเพื่อให้แน่ใจว่าอวัยวะส่วนภายนอกนั้นเป็นปกติดี

การตรวจอวัยวะภายในของระบบสืบพันธุ์
- คุณหมอจะตรวจดูภายในช่องคลอดด้วยเครื่องมือสำหรับตรวจคลอด (Speculum) เพื่อเปิดปากช่องคลอด เครื่องมือดังกล่าวมีลักษณะคล้ายปากเป็ดส่วนใหญ่ทำจากโลหะ มีส่วนบานพับที่ปลายด้านหนึ่งซึ่งสามารถควบคุมให้เปิด หรือปิดได้ หากเครื่องมือเป็นโลหะ หมอจะทำให้เครื่องมือดังกล่าวอุ่นขึ้นและจะแจ้งให้คุณทราบก่อนที่จะสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด
- เมื่อเครื่องมือสอดเข้าไปและอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว หมอจะค่อยๆ เปิดขยายปากช่องคลอด ซึ่งจะไม่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ในขณะที่บางรายอาจบอกว่าการสอดเครื่องมือเข้าไปทำให้รู้สึกอึดอัดบริเวณนั้น นั่นเป็นเพราะว่าช่องคลอดล้อมรอบไปด้วยกล้ามเนื้อที่สามารถยืดหยุ่น หดรัด และคลายตัวได้ ดังนั้นการตรวจจะทำให้คุณรู้สึกสบายมากขึ้นหากคุณผ่อนคลายและไม่เกร็งช่องคลอด แนะนำให้หายใจเข้าออกลึกๆ และเพ่งความสนใจไปที่การผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่องคลอด
- หลังจากสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอดแล้ว คุณหมอจะส่องไฟด้านในเพื่อตรวจเช็คว่า อวัยวะภายในปกติดีหรือไม่ อย่างเช่น ตรวจอาการบวมแดง มีแผล หรือมีเลือดไหลหรือไม่
- แพทย์จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อช่องคลอดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อต่อไปด้วย หากหมอวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องได้รับการตรวจ
- คุณหมอจะค่อยๆ ถอดเครื่องมือออกจากช่องคลอดเมื่อการตรวจเช็คเสร็จสิ้นแล้ว
- การตรวจภายในด้วยเครื่องมือชนิดนี้จะใช้เวลาแค่ 1 - 2 นาทีเท่านั้น

ท่านสามารถติดตามอ่านอ่านเนื้อหาของเรื่องตรวจภายในต่อ หรืออ่านข้อเขียนเกี่ยวกับสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/womens-health-pelvic-exams

8


แค่เพียงเราบริโภคอาหารที่ผ่านการทอด หรือมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบก็มีแนวโน้มที่จะอ้วนได้อยู่แล้ว แต่ถ้าสิ่งที่เราได้รับจากอาหารแสนอร่อยที่เราคุ้นเคย คือ ไขมันทรานส์ ไขมันที่ส่งผลร้ายต่อตัวเรามากกว่าแค่คำว่าอ้วน จะดีกว่ามั้ยที่เราจะหยุดทำร้ายตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

ไขมันทรานส์พบเจอได้ในอาหารประเภทไหน
 พบได้ในอาหาร และขนมจำพวกเบเกอรี่ โดนัท ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของเนยขาว ครีมเทียม เนยเทียม หรือมาการีนในผลิตภัณฑ์ และยังพบในการปรุงอาหารด้วยการทอด และการอบอีกด้วย

ไขมันทรานส์เกิดขึ้นได้อย่างไร
 ไขมัน เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ไขมันนั้นก็มีทั้งไขมันดี และไขมันเลว เมื่อสิบปีก่อนมีกระแสการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัวเพื่อสุขภาพ ลดโอกาสเสี่ยงการเกิดภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือด แต่เนื่องจากเป็นไขมันไม่อิ่มตัวนั้น เมื่อวางเอาไว้ในอุณหภูมิห้องก็จะทำปฏิกริยากับอากาศทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน ครั้นจะนำไปแช่เย็นในตู้เย็นก็เป็นไข นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการเติมไฮโดรเจน และวิตามินอีลงไป  เพื่อลดกลิ่นเหม็นหืน และมีอายุได้นานขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าไขมันพืชดีต่อร่างกายจึงหันมาบริโภคน้ำมันพืชกันมากขึ้น โดยเฉพาะ "น้ำมันถั่วเหลือง" แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีคนป่วยเพราะโรคไขมันเหล่านี้มากขึ้น เพราะว่าไขมันทรานส์ที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นเป็นทั้งไขมันเลวเข้าสู่ร่างกาย และเข้าไปทำลายไขมันดีในร่างกายอีกด้วย

ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) ไขมันไม่ดี หรือคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (low-density lipoprotein cholesterol; LDL-C) และไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) ในเลือด แต่ลดระดับไขมันดี หรือคอเลสเตอรอลชนิดเฮชดีแอล (high-density lipoprotein cholesterol; HDL-C) นอกจากนี้ยังเพิ่มน้ำหนัก และไขมันส่วนเกิน และทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย

ปัจจุบันมีหลักฐานยืนยันว่ากินไขมันทรานส์เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการถึงแก่ชีวิตอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยรองจากโรคมะเร็ง  ผู้คนเริ่มกลับไปใช้ไขมันอิ่มตัวในการประกอบอาหารแทน ก็เพราะว่านอกจากจะเป็นนำมันที่ได้จากธรรมชาติแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย นั่นก็คือการใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันปาล์มในการประกอบอาหารนั่นเอง

ใช้น้ำมันอะไรประกอบอาหารดี
 น้ำมันปาล์มเป็นไขมันพืชชนิดหนึ่ง มีความอิ่มตัวค่อนข้างสูง ทำให้ไม่ต้องเติมสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ลงไปมากนัก หรือเลือกใช้ไขมันหมู โดยนำหมูสามชั้นมาเจียวในกระทะจนได้น้ำมันออกมา ซึ่งทั้งสองอย่างที่กล่าวมานั้น รวมถึงน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัวจึงเหมาะกับการผัด หรือทอด และไม่ควรรับประทานมากเกินไป

ท่านสามารถติดตามอ่านอ่านเนื้อหาของเรื่องไขมันทรานส์ต่อ หรืออ่านเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่ เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/danger-in-trans-fat-delicious-foods

9


เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้หลาย ๆ คนไม่ยอมตรวจสุขภาพประจำปีคือคิดว่า ตนเองยังอายุไม่มาก ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีความผิดปกติใดๆ หรือมีข้อบ่งชี้ของโรคใดๆ จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพก็ได้ ส่วนบางคนก็กลัวว่า ตรวจสุขภาพไปแล้วจะพบโรคจะสร้างความวิตกกังวลให้ตัวเองและครอบครัวเปล่าๆ

แต่รู้ไหมว่า การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะว่าจะทำให้รู้ว่า ท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใดบ้าง จะได้วางแผนการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม หรือหากตรวจพบสัญญาณของโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษา และยังช่วยลดระดับความรุนแรงของโรค หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ลงได้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลาม รักษาไม่ทัน ถึงเวลานั้นนอกจากจะต้องเสียเวล่ำเวลาเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ เสียค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว ยังอาจต้องเสียความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและความสัมพันธ์ในครอบครัวไปด้วยก็ได้

ตรวจสุขภาพประจำปีคืออะไร?
การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นการตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้นในผู้ที่ยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หรืออาจมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย เพื่อประเมินว่า ท่านมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน หรือค้นหาโรคซึ่งอาจแฝงอยู่ในร่างกายแต่ยังไม่ปรากฏอาการผิดปกติ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

ทั้งนี้การตรวจสุขภาพที่ดีนั้นต้องเป็นการตรวจที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพที่แท้จริงของผู้รับการตรวจ ไม่ใช่มุ่งแต่ตรวจหาโรค การตรวจที่ดีจะต้องมีการชี้แนะให้มีการส่งเสริมสุขภาพ ต้องไม่สร้างความทุกข์ทางจิตใจ และต้องไม่ทำให้ผู้รับการตรวจเกิดความประมาท หรือชะล่าใจเมื่อตรวจไม่พบโรค

การตรวจสุขภาพตามหลักสากลจะประกอบด้วยหลัก 4 ประการคือ
- การคัดกรองเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
- การให้คำแนะนำ
- การให้วัคซีนป้องกันโรค
- การให้สาร หรือยาเพื่อป้องกันโรค
อายุเท่าใดต้องเริ่มตรวจสุขภาพประจำปี และจะต้องตรวจอะไรบ้าง?
หลายคนอาจคิดว่า การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องของคนสูงอายุเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปก็สามารถเริ่มเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาทิเช่น มีภาวะน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน บุคคลในครอบครัวมีโรคประจำตัว (เบาหวาน มะเร็ง) หรือมีอาการผิดปกติใดๆ ในร่างกาย ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบตรวจสุขภาพประจำปีตั้งแต่อายุ 15 ปี หรือหากจะเริ่มตรวจอายุ 15 ปี แล้วเว้นระยะไปสัก 2-5 ปี จึงค่อยตรวจเริ่มตรวจซ้ำก็ได้

การคัดกรองมะเร็งต่างๆ ควรทำทุกปีในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และควรทำทุก 3 ปีในผู้ที่อายุมากกว่า 20 ปี

ดังนี้โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ หรือ HITAP (Health Intervention and Technology Assessment Program) เป็นหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำช่วงอายุและรายละเอียดของการตรวจสุขภาพประจำปีไว้ดังนี้
ท่านสามารถติดตามอ่านอ่านเนื้อหาของเรื่องตรวจสุขภาพประจำปีต่อ หรืออ่านเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่
Website : https://www.honestdocs.co/annual-health-checkup

10
อื่นๆ / โรคไทรอยด์เป็นพิษ
« เมื่อ: มีนาคม 17, 2020, 11:44:14 AM »


ต่อมไทรอยด์ นับเป็นต่อมไร้ท่อที่สำคัญของร่างกายตั้งอยู่บริเวณหน้ากล่องเสียง มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ซึ่งมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ 2 ชนิด ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย การผลิตฮอร์โมนนั้นจะถูกควบคุมด้วยต่อมใต้สมองอีกทอดหนึ่ง

ไทรอยด์เกินมีหลายสาเหตุ
- โรคคอพอก เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไปกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากผิดปกติ โรคนี้พบได้ในวัยกลางคน ช่วงอายุตั้งแต่ 20-40 ปี สามารถพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง อาการที่พบได้แก่ คอพอกเนื่องจากการเพิ่มขนาดของต่อมไทรอยด์ ตาโปน อาจทำให้เยื่อบุตาแดง อักเสบ กลอกตาลำบากและมองเห็นภาพซ้อน
- ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ ซึ่งก้อนเหล่านี้สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้เหมือนเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ปกติ
- ต่อมไทรอยด์อักเสบ เกิดจากต่อมไทรอยด์อักเสบชั่วคราวจากภูมิคุ้มกัน ซึ่งการอักเสบทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาเพิ่มขึ้น พบได้หลังคลอดบุตรโดยไม่มีอาการปวด
- ต่อมไทรอยด์อักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จะมีอาการปวดบริเวณต่อม ต่อมโต กดเจ็บ หลังจากการติดเชื้อดีขึ้นจะเกิดภาวะไทรอยด์ต่ำตามมาได้
- กินยาลดระดับฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายมีฮอร์โมนสูงผิดปกติ

อาการของโรคไทรอยด์เป็นพิษเป็นยังไง
- กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ
- อ่อนแรงโดยเฉพาะต้นแขน ต้นขา เป็นเหตุให้ยกแขนหรือเดินขึ้นบันไดได้อย่างยากลำบาก
- มือสั่น
- ร้อนง่าย
- ใจเต้นเร็ว แรง
- อ่อนเพลีย
- รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด
- ลำไส้บีบตัวเร็ว ทำให้ถ่ายบ่อยหรือถ่ายเหลว

โรคไทรอยด์เป็นพิษวินิจฉัยได้อย่างไร
การตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือด เป็นวิธีเบื้องต้นในการตรวจว่าฮอร์โมนมากเกินหรือไม่ จากนั้นจึงตรวจเพื่อหาสาเหตุต่อไปดังเช่น การทำไทรอยด์สแกน

วิธีการรักษามีอะไรบ้าง
- การใช้ยาประกอบด้วยยาลดการสร้างฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์และยาลดอาการใจสั่น  ระยะเวลาของการรับประทานยาจะอยู่ที่ราวๆ 1-2 ปี คนไข้ประมาณ30% สามารถรักษาจนหายขาดได้ ถ้าอาการเป็นน้อยโอกาสหายขาดจะสูงขึ้นเป็น50%-70% กรณีตัวโรคไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา อาจพิจารณารักษาด้วยการกลืนแร่หรือการผ่าตัดต่อไป ในผู้ป่วยที่ไม่รักษาด้วยวิธีดังกล่าวก็สามารถทานยาต่อในระยะยาวก็ได้ การใช้ยาในระยะยาวมีข้อควรระวังในสตรีมีครรภ์ด้วยเหตุที่ยาไทรอยด์บางชนิดเป็นเหตุให้เกิดความพิการต่อทารกได้ นอกจากนี้ต้องตรวจเม็ดเลือดขาวเพื่อติดตามภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำที่เป็นผลข้างเคียงที่สำคัญของยาอย่างเป็นประจำ
- การกลืนแร่ไอโอดีน เป็นการใช้สารรังสีที่บรรจุเป็นแคปซูลหรือน้ำโดยต้องรับการดูแลในโรงพยาบาลในช่วงที่ได้รับสารรังสี เมื่อทานเข้าไปในร่างกายประมาณ 6-18 อาทิตย์สารนี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์อย่างถาวรและมีความปลอดภัย ผู้ป่วยส่วนมากรักษาเพียงครั้งเดียวแต่หากต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่มากอาจจำเป็นต้องกลืนแร่มากกว่าหนึ่งครั้ง ในช่วง 3-7 วันหลังรับการเข้ารับการรักษาอาจมีสารรังสีกระจายออกมาจากร่างกายจึงไม่ควรอยู่ใกล้ชิดเด็กหรือสตรีมีครรภ์ และไม่ควรตั้งครรภ์ในระหว่างที่รักษาด้วยวิธีนี้
- การผ่าตัด ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วย 2 วิธีข้างต้นได้ ผู้ที่มีปัญหาหลอดลมและทางเดินหายใจถูกกดเบียดโดยต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดใหญ่หรือสงสัยมะเร็งของก้อนที่ต่อมไทรอยด์ โดยผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออก อย่างไรก็ตามอาจทำให้คนไข้มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำและต้องทานฮอร์โมนทดแทนหลังการผ่าตัด  การผ่าตัดอาจเอาต่อมพาราไทรอยด์ออกไปด้วยจะทำให้เกิดระดับแคลเซี่ยมในเลือดเสียสมดุล หรือมีเสียงแหบเนื่องจากผ่าตัดถูกเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล่องเสียงนั่นเอง

ท่านสามารถติดตามอ่านอ่านเนื้อหาของเรื่องไทรอยด์เป็นพิษต่อ หรืออ่านข้อเขียนสุขภาพดี ๆ อีกมากมายได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.honestdocs.co/hyperthyroidism

11


โยคะ (Yoga) เป็นศาสตร์โบราณตั้งแต่ประมาณ 5,000 ปีก่อน ต้นกำเนิดของโยคะนั้นอยู่ที่อินเดีย ในอดีต โยคะเป็นที่นิยมฝึกฝนกันแพร่หลาย เหล่าผู้ฝึกโยคะจะเรียกตัวเองว่า โยคี หรือ โยคินี (หญิง) ซึ่งการฝึกปรือแต่เดิมก็มีจุดประสงค์เพื่อบริหารร่างกายให้มีสภาพดี และขัดเกลาจิตใจให้สงบ เพื่อเข้าสู่สมาธิ ต่อมาโยคะได้เผยแพร่ไปสู่ประเทศต่างๆ และถูกดัดแปลงให้เป็นหนึ่งในการออกกำลังกาย การฝึกโยคะมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ เช่น การเคลื่อนไหว หรือการบริหารกายด้วยท่าต่างๆ กายหายใจ กำหนดลมปราณ และสมาธิ โยคะจึงเป็นการฝึกกายและจิตควบคู่กันไป เพื่อสร้างสมดุลแก่ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

ประเภทของโยคะ
การฝึกโยคะแบ่งแยกย่อยได้มากมายนับ 100 ประเภท อาทิเช่น หฐโยคะ พาวเวอร์โยคะ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีท่วงท่าและความหนักเบาแตกต่างกันไป แต่ประเภทของโยคะที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ได้แก่ โยคะร้อน และโยคะเย็น นั่นเอง

1. โยคะร้อน เป็นการฝึกฝนโยคะในห้องที่อุณหภูมิสูงเทียบเท่ากับอุณหภูมิร่างกาย นั่นก็คือประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ยืดหยุ่นได้ดีขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยขับเหงื่อ และส่งเสริมการเผาผลาญพลังงาน ทำให้รูปร่างดูกระชับได้
2. โยคะเย็น เป็นการฝึกโยคะในอุณหภูมิปกติ อาจฝึกในห้องหรือกลางแจ้งก็ได้ การฝึกโยคะเย็นจะไม่เหนื่อยมากนัก ทำให้ผู้ฝึกรู้สึกผ่อนคลาย เพลิดเพลิน และมีสมาธิ แต่การเผาผลาญพลังงานจะเกิดน้อยกว่าการเล่นโยคะร้อน

ประโยชน์ของการฝึกโยคะ
1. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและยืดหยุ่น ด้วยเหตุที่การฝึกโยคะจะพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อย่างเช่น แขน ขา หลัง และยังช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นได้ดี ตัวไม่แข็ง อีกทั้งโยคะเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกน้อย และไม่มีการปะทะ จึงหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บทั้งหลายจากการออกกำลังได้
2. ช่วยเผาผลาญพลังงาน โยคะถือว่าเป็นกายบริหารอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะโยคะร้อนที่ช่วยเบิร์นแคลอรีได้ดี หากฝึกเป็นประจำก็ทำให้เรามีหุ่นสวยกระชับได้
3. ลดอาการปวดหลัง การฝึกโยคะจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ยืดและคลายตัว ช่วยให้กระดูกสันหลังยืดหยุ่น และช่วยปรับสรีระให้เข้าที่เข้าทาง ทำให้ช่วยลดอาการปวดเรื้อรังได้
4. ลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง โยคะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดอาการปวดเมื่อย และผ่อนคลายความเครียด จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบ โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ
5. ช่วยลดความเครียด การฝึกโยคะนอกจากเป็นการฝึกร่างกายแล้ว ยังเป็นการบริหารจิตใจไปในเวลาเดียวกัน ทำให้เรามีจิตใจปลอดโปร่ง แจ่มใส และยังทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วย
6. สร้างสมาธิและช่วยให้ความจำดี การทำสมาธิเป็นส่วนประกอบสำคัญข้อหนึ่งของการฝึกโยคะ การตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับท่วงท่าการเคลื่อนไหว และการกำหนดลมหายใจ จะช่วยสร้างสมาธิ และทำให้การเรียนรู้และความจำดีขึ้นตามมา
7. พัฒนาบุคลิกภาพ การเล่นโยคะเป็นการจัดท่วงท่าให้สมดุล ทำให้รูปร่างร่างกายเราเข้าที่ นอกจากรูปร่างจะดีแล้ว บุคลิกภาพยังดูสง่างามขึ้นด้วย

อ่านบทความ โยคะ ต่อได้ที่ Website : https://www.honestdocs.co/yoga-mind-body-far-away-disease

12


Jubilee Clinic ศูนย์ความงามครบวงจร ระดับ Premium
ดูแลผิวพรรณทั่วเรือนร่าง

- ทรีทเม้นท์บำรุงผิวหน้า
- Laser หน้าใส ลดรอยแดง รอยดำ หลุมสิว กระ ฝ้า
- Laser กำจัดขนถาวร ทุกบริเวณ
- Filler เติมเต็ม ตกแต่งใบหน้า
- Botox ปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย
- MesoFat สลายไขมันแก้ม+เหนียง
- Hifu ยกกระชับใบหน้าหย่อนคล้อย
- CoolShaping สลายไขมันด้วยความเย็นติดลบ
- Resolady 3in1 นวดเฟิร์มกระชับร่างกายทุกสัดส่วน

รังสรรค์ความสวยให้ตัวคุณ ที่ Jubilee Clinic สวยครบจบที่เดียว
-------------------------------------------------
ปรึกษาปัญหาความงาม หรือนัดจองคิว ได้ที่
โทรศัพท์ : 096-1463546
LINE@ : @jubileeclinic
Inbox : http://m.me/jubileeclinic1
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/jubileeclinic1/
***ปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย***







13
Arsira Gems ~ ร้านเครื่องประดับเพชรแท้ ทองแท้รูปแบบใหม่ ให้คุณๆได้สนุกสนานกับการช๊อปปิ้ง Jewelry Online ..

เราสั่งผลิตจากโรงงาน คัดสรรมาแต่ชิ้นคุณภาพ เพชรเบลเยี่ยมแท้ น้ำ 98-100

Design สวย หรู ดูดี ตั้งแต่งานชิ้นเล็กไปจนถึงงานชิ้นใหญ่ การันตีความพึงพอใจ ด้วยมาตรฐานการตรวจสอบ พร้อมใบรับประกันดูแลตลอดอายุการใช้งาน


Facebook: https://www.facebook.com/arsiragems/

Follow instagram: https://www.instagram.com/arsiragems/


พิเศษสุดตอนนี้ PROMOTION เปิดร้าน ลด 50% ตั้งแต่ชิ้นแรก ( หมดเขต 10 เม.ย 63 ค่า )

สอบถามราคา // แจ้งสี // แจ้งไซส์ ได้เลยตามลิ้งค์ด้านล่างนี้นะค๊า
https://lin.ee/aAaUAqJ
(Line: @arsiragems)


ร้านเพชร






14
น้องบิ๊นท์ สิรีธร ร่วมงานเปิดตัว เลอแกลม คลินิก ณ. ตึก BBC เอกมัย บริเวณชั้น2


เป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจด้านความงามนั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 20 ปี และยังสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนกระแสเศรษฐกิจอีกด้วย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน LE GLAM CLINIC ซึ่งเป็นศูนย์ความงามใจกลางเมืองย่านเอกมัย ภายใต้การบริหารงานของ คุณคงธัช เตชะวิเชียร จึงได้ฤกษ์จัดงาน Grand Opening Party ขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยกลยุทธ์การผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัย ผนวกกับศาสตร์การแพทย์แผนจีน เช่น การฝังเข็ม ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภคที่ต้องการความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ สู่ความงามอย่างยั่งยืน การันตีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและคุณภาพการบริการจากใจของบุคลากรภายในคลินิก

ภายในงานเปิดตัวครั้งสำคัญนี้  LE GLAM CLINIC ได้รับเกียรติจากตัวแทนของผู้หญิงสวยและเก่ง 2 ท่านมาเป็นประธานและกล่าวเปิดงาน คือคุณหญิง ชดช้อย โสภณพนิช ผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนายกสมาคมสร้างสรรค์ไทย และเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ในปัจจุบัน และคุณสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด นอกจากนี้ยังมีแขก VIP มากมายที่หลั่งไหลกันมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ คุณฐาภรพัชร์ จึงรุ่งเรืองกิจ คุณเพ็ญทูล อยู่วิทยา คุณวราภรณ์ บุญจิตต์พิมล

และไฮไลท์ของงานนี้ที่ทำให้บรรดาแขกผู้ร่วมงานต่างก็ปลื้มใจ นั่นคือการปรากฎตัวของผู้ที่มีความสวยเลอค่า นางสาวสิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ (น้องบิ๊นท์)  นางสาวไทยปี พ.ศ. 2562 และเจ้าของมงกุฏ Miss international 2019 ก็ได้ให้เกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับ LE GLAM CLINIC ในครั้งนี้อย่างเป็นกันเอง



































ติดตามโปรโมชั่น ได้ ทาง line official.




ติดต่อสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/LeGlamClinic/
ดูคลิปได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=WUaRAUGfvQM


น้องบิ๊นท์ สิรีธร เลอแกลม  คลินิกความงาม

15
ร้านสกรีนเสื้อปากเกร็ด รับผลิตเสื้อยืด เสื้อโปโล
พร้อมงานสกรีน และ งานปักเสื้อ

สกรีนสียาง สีนูน สีเรืองแสง สีสะท้อนแสง
มุกเงิน มุกทอง ฟรอยเงิน ฟรอยทอง งานเฟล็ก
ไม่มีปริมาณขั้นต่ำ
งานด่วน 1-2 วัน รอรับได้ทันที

พร้อมบริการ ออกแบบให้ ฟรี !

ติดต่อสอบถาม
โทร : 0814802729/0894444172
Facebook : https://www.facebook.com/pakkred.screen/
ที่อยู่ : ชอยวัดกู้ ตรงข้ามไปรษณีย์ปากเกร็ด นนทุบรี
ไลน์ ไอดี : nut2729 / air4172
e-mail : pakkredscreen@hotmail.com
#สกรีนเสื้อปากเกร็ด #ร้านสกรีนเสื้อ #สกรีนเสือ #ปักเสื้อ #สกรีนด่วน #ปักด่วน #เสื้อยืด #เสื้อโปโล #เสื้อรับน้อง #เสื้อแฟนคลับ #เสื้อคู่ #สกรีนวันเดียว #สกรีนแจ้งวัฒนะ #สกรีนเสื้อเมืองทอง #สกรีนเสื้อ











หน้า: [1] 2 3 ... 9