แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - saibennn9

หน้า: 1 2 [3] 4
31
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 03:25:11 AM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

32
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 03:21:00 AM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

33
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 03:15:36 AM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

34
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2019, 03:12:16 AM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

35
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 11:41:46 PM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

36
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 11:36:18 PM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

37
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 11:32:32 PM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

38
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 11:08:19 PM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

39
อสังหาริมทรัพย์ / สัญญาจ้างทำของ
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 11:08:14 PM »
การที่เราว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านให้แก่เรา แล้วเราร่างสัญญาว่า ให้กรรมิสิทธิ์ในงวดงานก่อสร้างต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา หากว่ามีการผิดสัญญาว่าจ้างหรือมีการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง โดยผลการของการร่างสัญญาในลักษณะนี้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร ผลจึงอยากให้ท่านผู้อ่า่นทุกท่านได้ชมกรณีตัวอย่างนี้ครับ โดยสามารถคลิกดูได้ที่ 
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nopnapatlaw99&group=1

40
บางคนได้เข้าใจว่า กรณีเช่นของตนเองเป็นการทิ้งร้าง และได้นำไปปรึกษานักกฎหมาย แต่กลับได้คำตอบว่า กรณีไม่ใช่เหตุทิ้งร้างที่จะนำมาเป็นเหตุในการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อฟ้องหย่าคู่สมรสของตนเองได้ ซึ่งปัจจุบัน การแยกทางกันมามากขึ้นทุกวัน เพราะการดำเนินชีวิตของเราในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก มีเครื่องอำนวยความสะดวก ทำให้ง่ายต่อการติดต่อ รวดเร็ว ทำให้ปัจจัยเหล่านี้ อารมณ์ของเราย่อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วไปด้วย แนะนอนว่า เมื่อรวดเร็วแล้วต้องมากับความใจร้อน และเป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดการตัดสินใจแบบกะทันหันทำให้สูญเสียคนรักไปได้ กลับมาที่เรื่องเหตุฟ้องหย่ากันครับว่า อย่างไรเรียกว่า ทิ้งร้าง
ทิ้งร้างนั้น ตามกฎหมายแล้ว จะต้องเป็นผู้ถูกกระทำกล่าวคือ ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำให้อยู่คนเดียวหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า โดนทิ้ง หรือเรียกภาษาวัยรุ่นว่า โดนเท นั้นเอง แบบนี้ พอจะเข้าใจได้ง่ายๆ แล้วใช่หรือไม่ว่า คำว่า ทิ้งร้างตามกฎหมายแล้ว มีความหมายว่าเช่นไร
ดังนั้น จึงให้พิจารณาจากคำตัดสินของศาลดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
โจทก์ฟ้องโดยอาศัยเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา แม้โจทก์จะอ้างข้อตกลงแยกทางตามเอกสารท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม มาตรา 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีก คือต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2)
โจทก์ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

ที่มา : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่

41
เรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องทำความเข้าใจในครอบครัวมากขึ้น และต้องเอาใจใส่มากขึ้นด้วย การที่คนจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุขได้นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาการรากฐานของครอบครัวแต่ละครอบครัวที่จะปลูกฝังในบุตรของตนมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากเพียงใด สังคมที่ดีของประเทศใด ย่อมสะท้อนการเอาใจใส่ของคนในครอบครัวของประเทศนั้นตามไปด้วย
ในการตัดสินในที่จะออกจากบ้านไป โดยไม่ได้สนใจคนในครอบครัวว่าจะมีความเดือนร้อนอย่างไร คู่สมรสและบุตรจะใช้ชีวิตอย่างไรนั้น ย่อมเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัว ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ผลการของการออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุ แล้วจะนำเหตุที่ตนก่อมาเป็นเหตุในการฟ้องหย่า ย่อมไม่สามารถฟ้องคดีได้
กรณีดังที่กล่าวมานี้ ได้มีคำตัดสินไว้ในคำตัดสินที่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552
ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุเหตุหย่าเพียงการละทิ้งร้างกันเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ไม่ได้ระบุถึงการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2) และแม้ว่าคำฟ้องโจทก์แนบบันทึกตกลงแยกทางกันด้วยว่า "ศ. (จำเลย) มีความประสงค์ขอแยกทางกันอยู่กับ ว. (โจทก์) และ ว. ก็ยินยอม" ไว้ท้ายคำฟ้องก็ตาม แต่เหตุหย่าตาม 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบดังกล่าวไว้ ฟ้องของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ไม่ถือว่าคำฟ้องโจทก์มีเหตุหย่าตามบทบัญญัติในมาตรา 1516 (4/2) กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีด้วย
 
ตามบันทึกตกลงแยกทางกันนั้นได้บันทึกถึงเหตุที่โจทก์และจำเลยต้องทำบันทึกดังกล่าว และภายหลังทำบันทึกตกลง จำเลยไม่เคยพูดเรื่องขอจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่จำเลยเคยพูดกับโจทก์ให้กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรอีก การบันทึกข้อความเรื่องแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นความประสงค์อันเป็นเจตนาของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว การที่จำเลยยอมลงลายมือชื่อในบันทึกตกลงเชื่อว่าเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ก็ยิ่งย้ำให้เห็นชัดแจ้งว่ามีสาระเพื่อได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กรณีจึงไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ การพิจารณาข้อความในบันทึกตกลงในเรื่องแยกกันอยู่จึงพิจารณาเฉพาะข้อความในเอกสารโดยไม่พิจารณาถึงเจตนาของจำเลยย่อมไม่ชอบ ทั้งโจทก์ก็รับว่าโจทก์เป็นผู้ออกจากบ้านพักของจำเลยไปเอง กรณีจึงถือว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยหาได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้ละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งการไม่ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อยุติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กรณีจึงไม่มีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4)
 
สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายเชียงใหม่

เครดิตบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่

42
โทษประหารชีวิตในประเทศไทย
ตามประมวลกฎหมายอาญา ประเทศไทยมีโทษทางอาญา สำหรับผู้กระทำความผิดทางอาญา ดังนี้
(1) ประหารชีวิต
(๒) จำคุก
(๓) กักขัง
(๔) ปรับ
(๕) ริบทรัพย์สิน
 
โทษประหารชีวิต ถือเป็นโทษหนักสุดของการลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งวิธีการประหารชีวิต จะกระทำโดยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษเข้าสู่ร่างกายของผู้ต้องโทษประหารชีวิต
 
ข้อยกเว้น ผู้กระทำความผิดที่ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต แต่ที่ไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต
โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตจะไม่นำมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี >>> ผู้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี
 
สิทธิของนักโทษประหารชีวิต
๑. สิทธิในการถวายเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษ
๒. ได้รับการตรวจสุขภาพจิต และสำหรับนักโทษหญิงต้องได้รับการตรวจการตั้งครรภ์ด้วย
๓. สิทธิในการแสดงเจตนาจัดการทรัพย์สิน
๔. เขียนจดหมายหรือส่งข้อความบอกกล่าว หรือจะโทรศัพท์พูดกับญาติหรือผู้ใด หรือมีความประสงค์จะทำสิ่งใด ซึ่งเจ้าพนักงานเรือนจำพิจารณาแล้วเห็นสมควรก็ให้เรือนจำอำนวยความสะดวกให้ แต่การส่งข้อความหรือการพูดคุยโทรศัพท์สามารถกระทำได้ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ทั้งนี้ให้เรือนจำจัดเตรียมโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารไว้เป็นกาเฉพาะ
๕. ให้เรือนจำสอบถามนักโทษถึงอาหารมื้อสุดท้าย และหากไม่เป็นการเหลือวิสัยให้
เรือนจำจัดให้ตามสมควรและเหมาะสม
๖. ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิต ให้นักโทษได้มีโอกาสประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือลัทธิตามความเชื่อของตนในเวลาที่พอเหมาะ
 
ขั้นตอนการประหารชีวิต
เมื่อถึงเวลาประหารชีวิตนักโทษ ให้เรือนจำจัดพนักงานเรือนจำรักษาความปลอดภัยและระวังเหตุให้อยู่ในความเรียบร้อยตามสมควรแล้วนำนักโทษที่จะทำการประหารชีวิตไปยังสถานที่ซึ่งได้เตรียมไว้ และดำเนินการดังนี้
(๑) นำตัวนักโทษที่จะทำการประหารชีวิตให้นอนลงบนเตียงที่จัดเตรียมไว้เพื่อการประหารชีวิต พร้อมทั้งทำการพันธนาการป้องกันมิให้นักโทษดิ้นรนขัดขืน
(๒) ให้เจ้าพนักงานของเรือนจำซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งของผู้บัญชาการเรือนจำจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการไว้ให้พร้อม และทำการแทงเข็มสำหรับฉีดยาหรือสารพิษเข้าเส้นเลือดในร่างกายของนักโทษที่จะถูกประหารรอไว้โดยต่อเข้ากับสายท่อหรืออุปกรณ์บรรจุยาหรือสารพิษที่จะปล่อยเข้าสู่ร่างกายของนักโทษที่จะถูกประหาร พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องตรวจวัดสัญญาณการเต้นของหัวใจเข้ากับร่างกายนักโทษที่จะถูกประหาร หันจอแสดงให้คณะกรรมการและสักขีพยานได้สังเกตเห็นโดยชัดเจน
(๓) เมื่อการดำเนินการตามข้อ (๒) เสร็จเรียบร้อย และได้รับสัญญาณให้ทำการประหารชีวิต ให้เจ้าพนักงานเรือนจำผู้ทำการฉีดยาหรือสารพิษจัดการปล่อยหรือฉีดยาหรือสารพิษเข้าสู่ร่างกายของนักโทษประหารให้ตายเสียต่อหน้าคณะกรรมการและสักขีพยาน
(๔) ให้แพทย์ประจำเรือนจำที่ทำการประหารชีวิตนักโทษหรือแพทย์ของทางราชการ๑ คน ร่วมกับคณะกรรมการตามข้อ ๗ ตรวจพิสูจน์การตายของนักโทษ โดยให้แพทย์และคณะกรรมการทำบันทึกยืนยันการตายของนักโทษที่ถูกประหารชีวิต และประกาศผลการประหารชีวิตให้สักขีพยานทราบในวันนั้น
 
ให้เรือนจำจัดรักษาศพของนักโทษที่ถูกประหารชีวิตไว้ในเรือนจำเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๒ ชั่วโมง เมื่อล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้วให้หมอของทางราชการร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำตรวจสอบโดยทำบันทึกยืนยันการตายอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้วให้เรือนจำแจ้งญาติทราบในโอกาสแรก หากมีญาติมาขอรับ
ให้มอบศพนั้นไป แต่ถ้าไม่มีญาติมาขอรับก็ให้จัดการเผาหรือฝังตามที่เรือนจำจะเห็นสมควรต่อไป
 
 
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

ที่มา : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  ทนายเชียงใหม่ , ทนายความ , รับว่าความ

43
ตามที่เราเข้าใจกันว่า บิดา มารดา ที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น ที่จะมีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย การที่บิดา มารดา ของเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน บิดาจึงไม่มีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูบุตร แต่ทั้งนี้ เป็นทางแก้ข้อกฎหมายดังกล่าว หรือที่เรียกว่า เทคนิคในทางกฎหมายนั้น เอง มียังไงนั้นมาดูกัน
          ก่อนอื่น จะต้องทำให้บิดาเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตร ก่อน ทำให้ยังไงนั้น
          ป.พ.พ. มาตรา 1547 กำหนดว่า “เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร”
          ตามหลักกฎหมาย มาตรา 1547 ได้กำหนดวิธีการให้เด็กเป็นบุตรโดยถูกต้องตามกฎหมายไว้ด้วยกัน ๓ วิธี คือ
                   1.บิดา มารดา ได้จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเด็กเกิด
                   2.บิดา ไปจดทะเบียนว่าเป็นบุตร ต่อที่ว่าการอำเภอ
                   3.ศาลพิพากษาว่า บิดานอกกฎหมาย เป็นบิดาของเด็ก
          จากข้อกฎหมายดังกล่าว แสดงว่า หากพ่อเด็กไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรของตนเองแล้ว แม่เด็กมีทางเลือกทางเดียวคือ จำเป็นจะต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อ ขอให้บิดาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
          ส่วนหลักฐานในการดำเนินการเพื่อฟ้องคดีนั้น ต้องพิจารณาไปรายๆ ไป
          จากนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้ บิดานอกกฎหมายเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ถือว่า เด็กเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดาแล้ว ส่งผลตามกฎหมาย คือ
          1.ทำให้เด็กสามารถเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดก ในฐานะผู้สืบสันดาน
          2.ก่อสิทธิหน้าที่ระหว่าง บิดา กับ เด็ก เช่น หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีเด็กกระทำละเมิด เป็นต้น
          3.ความเป็นบุตร ระหว่าง บิดา กับเด็ก ให้มีผลย้อนหลังไปจนถึง เด็กเกิด
          หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของบิดา ต่อบุตร สามารถเรียกร้องได้เท่าไหร่
เมื่อตามกฎหมายแล้ว กฎหมายกำหนดให้บิดา เป็นบิดาของเด็กนับแต่เด็กเกิด ดังนั้น บิดาย่อมมีหน้าที่อุปการะเด็กตั้งแต่เด็กเกิด แม่เด็กจึงสามารถฟ้องเรียก ค่าเลี้ยงดู จากบิดา ย้อนหลังนับแต่เด็กเกิดไปจนถึงเด็กบรรลุนิติภาวะ ได้
          ทั้งนี้ มีคำพิพากษาของศาลตัดสินเกี่ยวกับข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ด้วย ดังนี้
          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560
          โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา จำเลยกลับอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ประเด็นนี้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งโดยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความในคดีแพ่งจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยต้องยกต่อสู้เป็นประเด็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงชอบแล้ว
          เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไข ป.พ.พ. มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ ป.พ.พ. แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่
          แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เครดิต : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  ทนายความ , ที่ปรึกษาทางกฎหมาย , รับทำคดีความเชียงใหม่

44
การไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น คือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคนไทยทุกคน ที่มีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย (ทนายเชียงใหม่)
มาตรา ๕๐ (๗) บัญญัติไว้ว่า “ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ”
แต่ก็ใช่ว่าทุกคน ที่เป็นคนไทยเกิดมาปุ๊บก็จะต้องไปเลือกตั้งปั๊บ กฎหมายก็ได้กำหนดเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของคนไทยที่จะมีสิทธิเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง ดังนี้
บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร จะขอลงทะเบียนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ และตามวันเวลา วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมิได้แจ้งเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจถูกจำกัดสิทธิบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติ”
 
บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
(๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(๔) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ”
 
แล้วถ้าเกิดวันนั้น เราไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ผลจะเป็นอย่างไร และมีทางแก้ไขเยี่ยงไรได้บ้าง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังต่อไปนี้
(๑) ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๒) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
(๓) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
(๔) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และ
ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
(๕) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การจำกัดสิทธิให้มีกำหนดเวลาครั้งละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง
 
ทางแก้ไข หากท่านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มีดังนี้
ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจากมีเหตุอันสมควร ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ในแต่ละเขตเลือกตั้งภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งหรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้ง ให้ดำเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ทั้งนี้ การแจ้งเหตุดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง(ทนายความเชียงใหม่)
ในการแจ้งที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือชี้แจงเหตุนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
 

เครดิตบทความจาก : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags :  ทนายเชียงใหม่ , รับว่าความ

45
ซื้อที่ดิน !!!! แต่กลับได้รับที่ดินไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในโฉนด !!!!!!
ปรากฏว่าไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งมา แล้วเนื้อที่ที่ระบุในโฉนด ไม่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน จะทำไงดี !!!!!!!!!!!!!!!
เรื่องมีอยู่ว่า ก. ซื้อที่ดินจาก บ. ตามโฉนดที่ดิน ระบุเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ต่อมา ก. ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด ปรากฏว่าเนื้อที่ดินน้อยกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดประมาณ 1 ไร่ 1 งาน
ปรากฏว่าโฉนดดังกล่าวถูกแบ่งแยกออกมาจากที่ดินแปลงอื่น และเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดแบกแยกที่ดินดังกล่าว ได้เขียนรายงานการรังวัดผิดพลาด เป็นเหตุให้โฉนดที่ดินดังกล่าว มีเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน ก. ผู้ซื้อที่ดินจาก บ. จึงฟ้องกรมที่ดิน ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ราคาที่ดินในส่วนที่ดินที่ชำระไว้เกินกว่าเนื้อที่ที่ดินที่มีอยู่จริง
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2513 เจ้าของที่ดินเดิมได้ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7582 ออกเป็นจำนวน 6 แปลง และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำการสอบสวนเพื่อคำนวณเนื้อที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 61241 แต่เจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดยกเนื้อที่ไปเขียนในรายงานการรังวัดผิดพลาด โดยเขียนเนื้อที่เป็น 3 ไร่ 3 งาน ส่วนเนื้อที่แปลงแยกอื่นเขียนไว้ถูกต้อง ดังนั้น จึงเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2547 เมื่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัดจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบกับมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเมื่อขณะที่ผู้ฟ้องคดีซื้อขายที่ดินดังกล่าวมีราคาตารางวาละ 7,666.67 บาท แต่ที่ดินตามโฉนดมีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ 3 งาน ผู้ฟ้องคดีจึงชำระราคาที่ดินเกินกว่าความเป็นจริง คิดเป็นเงินจำนวน 3,066,668 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดใช้เงินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี มิใช่ราคาซื้อขายที่ดินในปัจจุบันซึ่งมิใช่ความเสียหายอันเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรงนอกจากนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เขียนจำนวนที่ดินผิดพลาด ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวด้วย ผู้ฟ้องคดีเพิ่งมาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เมื่อมีการซื้อที่ดินและมีการโอนขายที่ดินต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากเจ้าของที่ดินเดิมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อเจ้าหน้าที่แล้วประมาณ 32 ปีประกอบกับขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เขียนจำนวนเนื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารมหาชนและเป็นเอกสารราชการ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดียอมตกลงซื้อขายที่ดินโดยไม่ได้ไปตรวจสอบที่ดินพิพาท กรมที่ดินจึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุแห่งการกระทำละเมิดได้
 
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
 
ที่มา : ศาลปกครอง   คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 848/2556
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายเชียงใหม่

ขอบคุณบทความจาก : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่ , ทนายเชียงใหม่

หน้า: 1 2 [3] 4